เทมเพลต

วิธีใช้เทมเพลตจัดการสต็อกสินค้า Google Sheets - คู่มือฉบับสมบูรณ์

สอนใช้เทมเพลต Inventory Tracker ใน Google Sheets ตั้งแต่เริ่มต้น บันทึกสินค้าเข้า-ออก แจ้งเตือนสต็อกต่ำอัตโนมัติ และวิเคราะห์สินค้าขายดี-ขายช้า ครบจบในที่เดียว

ทีมงาน Google Sheet Style
3 กันยายน 2025
10 นาที

ใครขายของออนไลน์ต้องเจอปัญหานี้แน่ๆ -- สต็อกหมดไม่รู้ตัว ลูกค้าสั่งมาแต่ส่งไม่ได้ หรือไม่ก็สั่งของมาเกินจนเงินจม ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่นวาย

เทมเพลต Inventory Tracker นี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสต็อกได้ครบครับ ใช้ Google Sheets ที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม มีสูตรคำนวณอัตโนมัติ แจ้งเตือนสต็อกต่ำ และ Dashboard วิเคราะห์สินค้าขายดี-ขายช้าครบจบ

เหมาะกับใครบ้าง?

เจ้าของร้านค้าออนไลน์ ร้านค้าปลีก คนดูแลคลังสินค้า หรือใครก็ตามที่ต้องดูสินค้าเข้า-ออกเป็นประจำ ไม่ต้องเก่ง Google Sheets มาก่อนก็ใช้ได้ครับ

ดาวน์โหลดเทมเพลตนี้ฟรี

กดใช้ได้ครับ มีสูตร + ข้อมูลตัวอย่าง + Dashboard พร้อมใช้งาน

กดใช้เทมเพลต →

ตัวอย่าง Dashboard

Inventory Tracker Dashboard - เทมเพลตจัดการสต็อกสินค้า Google Sheets

Dashboard สรุปสต็อกสินค้า พร้อมแจ้งเตือนสต็อกต่ำอัตโนมัติ

ทำไมต้องมีระบบจัดการสต็อก?

หลายร้านค้าเริ่มต้นด้วยการจดสต็อกในสมุด หรือจำไว้ในหัว ซึ่งอาจใช้ได้ในช่วงแรกที่สินค้าไม่กี่รายการ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ปัญหาจะเริ่มตามมา

ปัญหาที่เจอบ่อย

  • สินค้าหมดสต็อกโดยไม่รู้ตัว ลูกค้าสั่งแล้วส่งไม่ได้
  • สั่งสินค้าซ้ำซ้อน เงินจมอยู่กับสต็อก
  • ไม่รู้ว่าสินค้าไหนขายดี สินค้าไหนขายไม่ออก
  • ตรวจนับสต็อกแล้วตัวเลขไม่ตรงกัน
  • เสียเวลานับสต็อกด้วยมือทุกสิ้นเดือน

ผลลัพธ์เมื่อมีระบบ

  • รู้จำนวนสต็อกแบบ real-time ทุกเมื่อ
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อสต็อกใกล้หมด
  • วิเคราะห์สินค้าขายดีเพื่อสั่งเพิ่มทันเวลา
  • ลดสินค้าค้างสต็อก ไม่ให้เงินจม
  • ตรวจสอบความถูกต้องได้ง่าย มีประวัติทุกรายการ

ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ นะ Google Sheets กับเทมเพลตที่ดีก็เพียงพอแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจที่สินค้าไม่เกิน 5,000 รายการ ใช้ได้สบายครับ

วิธีรับเทมเพลต Inventory Tracker

เทมเพลตนี้มีสูตรและ Dashboard ครบชุดแล้ว กดโหลดไปใช้ได้เลย

ขั้นตอนรับเทมเพลต

  1. 1ไปที่หน้า เทมเพลตทั้งหมด
  2. 2ค้นหา "Inventory Tracker" หรือดูในหมวด "ธุรกิจ"
  3. 3กดปุ่ม "ใช้เทมเพลต" เพื่อ Copy ไฟล์ไปยัง Google Drive ของเรา
  4. 4เริ่มกรอกข้อมูลสินค้าของเราตามคู่มือด้านล่าง

Copy แล้วจะเป็นไฟล์ใหม่ใน Google Drive ของเรา แก้ไข ปรับแต่ง เพิ่มเติมได้ตามใจครับ ไม่กระทบไฟล์ต้นฉบับ

ตั้งค่ารายการสินค้า

ได้เทมเพลตมาแล้ว มาตั้งค่าสินค้าของเรากันครับ ชีต "Product List" นี้คือฐานข้อมูลหลักที่สูตรทุกตัวจะดึงข้อมูลมาใช้

ข้อมูลที่ต้องกรอกในชีต Product List

คอลัมน์คำอธิบายตัวอย่าง
รหัสสินค้า (SKU)รหัสเฉพาะของสินค้าแต่ละรายการPRD-001
ชื่อสินค้าชื่อเต็มของสินค้าเสื้อยืดคอกลม ไซส์ M สีดำ
หมวดหมู่กลุ่มสินค้าเพื่อง่ายต่อการค้นหาเสื้อผ้า
ราคาทุนต้นทุนต่อชิ้น120
ราคาขายราคาขายต่อชิ้น299
จุดสั่งซื้อ (Reorder Point)จำนวนขั้นต่ำที่ต้องสั่งเพิ่ม10

Tip: ตั้งรหัสสินค้ายังไงดี?

ตั้งรหัสให้สื่อความหมายนะ เช่น CLT-001 สำหรับเสื้อผ้า, FD-001 สำหรับอาหาร จะช่วยให้หาเจอง่ายตอนสินค้าเยอะขึ้น อย่าใช้ตัวเลขล้วนเพราะสินค้าเยอะๆ จะสับสนมาก

บันทึกสินค้าเข้า-ออก

ชีต "Stock Movement" นี้จะใช้บ่อยที่สุดเลย สินค้าเข้าหรือออกก็มาบันทึกที่นี่ ง่ายมาก

การบันทึกสินค้าเข้า (Stock In)

เมื่อรับสินค้าจากซัพพลายเออร์หรือผลิตสินค้าเสร็จ ให้กรอกข้อมูลดังนี้

  • วันที่ - วันที่รับสินค้าเข้าคลัง
  • รหัสสินค้า - เลือกจาก dropdown (ดึงจาก Product List อัตโนมัติ)
  • ประเภท - เลือก "เข้า"
  • จำนวน - จำนวนสินค้าที่รับเข้า
  • หมายเหตุ - เช่น เลขที่ใบสั่งซื้อ ชื่อซัพพลายเออร์

การบันทึกสินค้าออก (Stock Out)

เมื่อขายสินค้า ส่งคืน หรือสินค้าเสียหาย ให้บันทึกเช่นเดียวกัน แต่เลือกประเภทเป็น "ออก"

  • วันที่ - วันที่สินค้าออกจากคลัง
  • รหัสสินค้า - เลือกจาก dropdown
  • ประเภท - เลือก "ออก"
  • จำนวน - จำนวนสินค้าที่ออก
  • หมายเหตุ - เช่น เลขที่คำสั่งซื้อ ชื่อลูกค้า สาเหตุ (ขาย/เสียหาย/คืน)

สำคัญมาก: จดทุกรายการนะ!

ระบบจะแม่นก็ต่อเมื่อเราจดครบ แม้สินค้าเสียหายหรือหายก็ต้องบันทึก "ออก" ด้วยนะ ไม่งั้นตัวเลขในระบบจะไม่ตรงกับของจริง แล้วจะงงเอา

ระบบแจ้งเตือนสต็อกต่ำ

อันนี้เจ๋งมากเลย -- พอสินค้าเหลือน้อยกว่าจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ที่เราตั้งไว้ เซลล์จะเปลี่ยนสีเตือนให้เห็นทันที ไม่ต้องมานั่งเช็คเอง

ระดับการแจ้งเตือน

สีเขียว - สต็อกปกติ

สินค้าคงเหลือมากกว่า 2 เท่าของจุดสั่งซื้อ ไม่ต้องดำเนินการใดๆ

สีเหลือง - ใกล้ถึงจุดสั่งซื้อ

สินค้าคงเหลือน้อยกว่า 2 เท่าของจุดสั่งซื้อ ควรเตรียมสั่งสินค้า

สีแดง - สต็อกต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ

ต้องสั่งสินค้าเพิ่มทันที ก่อนที่จะหมดสต็อก

วิธีการทำงานของระบบแจ้งเตือน

เทมเพลตใช้ Conditional Formatting ร่วมกับสูตร SUMIF เพื่อคำนวณสต็อกคงเหลือแบบอัตโนมัติ โดยมีหลักการทำงานดังนี้

  1. สูตร SUMIF รวมจำนวนสินค้า "เข้า" ทั้งหมดของสินค้าแต่ละรายการ
  2. สูตร SUMIF อีกตัวรวมจำนวนสินค้า "ออก" ทั้งหมด
  3. นำ "เข้า" ลบ "ออก" ได้สต็อกคงเหลือปัจจุบัน
  4. Conditional Formatting เปรียบเทียบกับ Reorder Point แล้วเปลี่ยนสี

Tip: ตั้ง Reorder Point ยังไงดี?

เอายอดขายเฉลี่ยต่อวัน คูณด้วยเวลาที่ซัพพลายเออร์ส่งของมาถึง เช่น ขายวันละ 5 ชิ้น ซัพพลายเออร์ใช้เวลา 3 วัน ก็ตั้ง Reorder Point ที่ 15 ชิ้น (5 x 3) เผื่ออีกนิดก็ดี

วิเคราะห์สินค้าขายดี-ขายช้า

ชีต "Dashboard" ในเทมเพลตจะสรุปข้อมูลที่สำคัญให้เราเห็นภาพรวมได้ทันที ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรสั่งสินค้าไหนเพิ่ม และสินค้าไหนควรลดการสั่งซื้อ

สินค้าขายดี (Best Sellers)

Dashboard จะแสดงสินค้าที่มียอดเบิกออกสูงสุด เรียงจากมากไปน้อย ข้อมูลนี้ช่วยให้เรา

  • รู้ว่าสินค้าไหนเป็นที่นิยม ควรสต็อกไว้ให้เพียงพอเสมอ
  • วางแผนสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับสินค้าขายดี
  • พิจารณาเพิ่มสินค้าที่คล้ายกันเพื่อขยายยอดขาย

สินค้าขายช้า (Slow Movers)

สินค้าที่มียอดเบิกออกน้อยหรือไม่มีเลยในช่วงเวลาที่กำหนด สินค้าเหล่านี้เป็นเงินที่จมอยู่ในคลัง เราควร

  • จัดโปรโมชันเพื่อระบายสต็อก
  • ลดจำนวนสั่งซื้อในรอบถัดไป
  • พิจารณาเลิกขายหากไม่มีความต้องการ
  • ตรวจสอบว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้ขายไม่ดี เช่น ราคา ฤดูกาล หรือตำแหน่งจัดวาง

ตัวอย่างการวิเคราะห์

สถานการณ์: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีสินค้า 50 รายการ

ผลวิเคราะห์: เสื้อยืดสีดำและสีขาวคิดเป็น 40% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่เสื้อยืดลายพิเศษ 10 แบบขายรวมกันไม่ถึง 5%

การตัดสินใจ: เพิ่มสต็อกเสื้อยืดสีพื้น ลดสต็อกเสื้อลายพิเศษ และจัดโปรโมชันลดราคาเสื้อลายพิเศษเพื่อระบายสต็อก

สูตรที่ใช้ในเทมเพลต

เทมเพลตนี้ใช้สูตร Google Sheets มาตรฐานที่สำคัญ 4 กลุ่ม ทุกสูตรตั้งค่าไว้พร้อมใช้งานแล้ว แต่การเข้าใจหลักการจะช่วยให้เราปรับแต่งได้ตามต้องการ

SUMIF - รวมยอดตามเงื่อนไข

ใช้สำหรับรวมจำนวนสินค้าเข้า-ออกของแต่ละรายการ

=SUMIFS(StockMovement!D:D, StockMovement!B:B, A2, StockMovement!C:C, "เข้า")

สูตรนี้จะรวมจำนวน (คอลัมน์ D) เฉพาะแถวที่รหัสสินค้า (คอลัมน์ B) ตรงกับ A2 และประเภท (คอลัมน์ C) เป็น "เข้า"

COUNTIF - นับจำนวนตามเงื่อนไข

ใช้นับจำนวนครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการ

=COUNTIF(StockMovement!B:B, A2)

นับจำนวนแถวในชีต StockMovement ที่รหัสสินค้า (คอลัมน์ B) ตรงกับ A2 ใช้วิเคราะห์ว่าสินค้าไหนมีการซื้อขายบ่อยที่สุด

VLOOKUP - ดึงข้อมูลจากตารางอ้างอิง

ใช้ดึงชื่อสินค้า ราคา และข้อมูลอื่นๆ จากชีต Product List โดยอ้างอิงจากรหัสสินค้า

=VLOOKUP(B2, ProductList!A:F, 2, FALSE)

ค้นหารหัสสินค้าใน B2 จากชีต ProductList (คอลัมน์ A) แล้วคืนค่าจากคอลัมน์ที่ 2 (ชื่อสินค้า) โดย FALSE หมายถึงต้องตรงกันทุกประการ

Conditional Formatting - จัดรูปแบบตามเงื่อนไข

ใช้เปลี่ยนสีเซลล์อัตโนมัติเมื่อสต็อกต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ ตั้งค่าไว้แล้วในเทมเพลต แต่สามารถปรับเงื่อนไขได้เอง

วิธีตั้งค่า Conditional Formatting:

  1. เลือกช่วงเซลล์สต็อกคงเหลือ
  2. ไปที่ Format > Conditional formatting
  3. ตั้งเงื่อนไข: "Custom formula is"
  4. ใส่สูตร เช่น =G2<F2 (G2 คือสต็อก, F2 คือ Reorder Point)
  5. เลือกสีพื้นหลังที่ต้องการ (แดงสำหรับสต็อกต่ำ)

เคล็ดลับดูแลข้อมูลสต็อกให้แม่นยำ

ระบบจะดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้อง ลองทำตามนี้ดูนะ

1. บันทึกทันทีที่เกิดรายการ

อย่ารอสะสมแล้วค่อยบันทึกทีเดียว เพราะจะลืมรายละเอียดหรือจำนวนผิด ทำเป็นนิสัยบันทึกทุกครั้งที่สินค้าเข้า-ออก

2. ตรวจนับสต็อกจริงเป็นประจำ

อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตรวจนับสินค้าจริงเทียบกับตัวเลขในระบบ หากพบความต่าง ให้บันทึกปรับปรุงพร้อมระบุเหตุผล

3. กำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน

หากทีมมีหลายคน ควรกำหนดว่าใครเป็นคนบันทึก เพื่อป้องกันการบันทึกซ้ำซ้อน ใช้ประโยชน์จากการที่ Google Sheets แชร์กันได้แบบ real-time

4. สำรองข้อมูลเป็นประจำ

แม้ Google Sheets จะมี Version History แต่ควร Copy ไฟล์สำรองไว้ทุกสิ้นเดือน เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงและป้องกันกรณีข้อมูลถูกแก้ไขโดยไม่ตั้งใจ

5. ทบทวน Reorder Point ทุกไตรมาส

ยอดขายของสินค้าเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและเทรนด์ ควรปรับจุดสั่งซื้อให้สอดคล้องกับปริมาณการขายจริง

เคยคิดว่าต้องเขียน Script? ใช้แค่ IF ก็แจ้งเตือนได้

หลายคนคิดว่าระบบแจ้งเตือนสต็อกต่ำต้องเขียน Apps Script ส่งอีเมลหรือแจ้งเตือนอัตโนมัติ แต่จริงๆ แล้ว IF กับ Conditional Formatting ก็ทำได้แล้ว

คนคิดว่าต้องใช้

Apps Script เขียน code

function checkStock() {

var sheet = SpreadsheetApp

.getActiveSheet();

var data = sheet

.getDataRange().getValues();

for (var i=1; i<data.length; i++) {

if (data[i][5] < data[i][6]) {

// send alert...

}

}

}

ต้องเขียน code ต้อง debug ต้องตั้ง trigger

จริงๆ ใช้แค่

IF + Conditional Formatting

=IF(F2<G2,"สั่งซื้อด่วน!","ปกติ")

แล้วตั้ง Conditional Formatting ให้เซลล์เป็นสีแดงเมื่อค่าเป็น "สั่งซื้อด่วน!"

ไม่ต้องเขียน code สักบรรทัด แต่เห็นผลทันที

ไม่ต้องเขียน code สักบรรทัด แค่ IF กับสีแดง ก็รู้ทันทีว่าสินค้าไหนต้องสั่ง

พร้อมจัดการสต็อกให้เป็นระบบแล้วใช่ไหม?

โหลดเทมเพลต Inventory Tracker ไปใช้ได้ฟรีครับ! สูตรและ Dashboard ครบชุด

ลองใช้เทมเพลตนี้ดูนะ — ฟรี ไม่ต้องสมัครสมาชิก

กดใช้เทมเพลตฟรี →

คำถามที่พบบ่อย

เทมเพลต Inventory Tracker ใช้กับธุรกิจประเภทไหนได้บ้าง?

ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภทที่ต้องจัดการสต็อกสินค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร คลังสินค้า หรือแม้แต่การจัดการอุปกรณ์สำนักงาน เพียงปรับชื่อคอลัมน์และหมวดหมู่ให้ตรงกับสินค้าของเรา

ระบบแจ้งเตือนสต็อกต่ำทำงานอย่างไร?

เทมเพลตใช้ Conditional Formatting ร่วมกับสูตร SUMIF เพื่อคำนวณจำนวนสินค้าคงเหลือแบบอัตโนมัติ เมื่อสต็อกต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ที่ตั้งไว้ เซลล์จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อแจ้งเตือนให้สั่งสินค้าเพิ่ม

สามารถรองรับสินค้าได้กี่รายการ?

เทมเพลตรองรับสินค้าได้หลายพันรายการเนื่องจากใช้สูตร Google Sheets มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลเกิน 10,000 แถว อาจเริ่มช้าลงเล็กน้อย แนะนำให้แยกข้อมูลเก่าออกเป็นไฟล์ archive เพื่อความเร็วในการใช้งาน

บทความที่น่าสนใจ

VLOOKUP คู่มือฉบับสมบูรณ์

เรียนรู้สูตร VLOOKUP แบบละเอียด ใช้ดึงข้อมูลในเทมเพลตสต็อก

12 นาที

วิธีใช้ Google Sheets เบื้องต้น

คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้น ตั้งแต่สร้างไฟล์ใหม่จนใช้งานได้

8 นาที

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ช่วยแชร์ให้เพื่อนๆ ด้วย