หลายคนเปิด Google Sheet แล้วรู้สึกท้อ เพราะเห็นสูตรเยอะแยะมากมาย QUERY, ARRAYFORMULA, IMPORTRANGE, Apps Script... ชื่อยาวๆ ดูน่ากลัว เลยคิดว่า "Google Sheet ยากเกินไปสำหรับเรา"
แต่ความจริงคือ เราไม่จำเป็นต้องรู้สูตรทุกตัว แค่รู้จัก 5-6 สูตรพื้นฐาน ก็สามารถสร้างระบบงานที่ดูเป็นมืออาชีพได้แล้ว วันนี้จะพิสูจน์ให้ดูว่า 5 งานที่คนส่วนใหญ่คิดว่ายาก จริงๆ แล้ว "แค่นี้เองเหรอ?"
สูตรง่ายๆ ที่ใช้ในบทความนี้ (แค่ 5 ตัว!)
- SUM - รวมตัวเลข (ง่ายที่สุดในโลก)
- IF - ตั้งเงื่อนไข ถ้า...จริง ให้ทำ A ถ้าไม่จริง ให้ทำ B
- SUMIF - รวมตัวเลขเฉพาะที่ตรงเงื่อนไข
- COUNTIF - นับจำนวนเฉพาะที่ตรงเงื่อนไข
- Dropdown - สร้างตัวเลือกให้เลือกจากรายการ
เนื้อหาในบทความ
- 1. สรุปยอดขายแยกทีม/สินค้า - ใช้แค่ SUMIF
- 2. ระบบแจ้งเตือนสต็อกหมด - ใช้แค่ IF + Conditional Formatting
- 3. Gantt Chart จัดการโปรเจ็กต์ - ใช้แค่ IF + Conditional Formatting
- 4. Dashboard สำหรับผู้บริหาร - ใช้แค่ SUM + SUMIF + Charts
- 5. ระบบอนุมัติงาน/ติดตามสถานะ - ใช้แค่ Dropdown + IF
- 6. ตารางสรุปเปรียบเทียบทั้ง 5 งาน
- 7. คำถามที่พบบ่อย
1. สรุปยอดขายแยกทีม/สินค้า
ทุกเดือนต้องสรุปยอดขายว่าแต่ละทีมทำได้เท่าไร แต่ละสินค้าขายได้กี่บาท ข้อมูลมีเป็นร้อยแถว จะนั่งบวกทีละแถวก็ไม่ไหว
คนคิดว่าต้องใช้:
- QUERY function (ดูยากมาก)
- Pivot Table (ซับซ้อน)
- ARRAYFORMULA + ฟังก์ชันขั้นสูง
- Excel VBA หรือ Apps Script
จริงๆ ใช้แค่:
- SUMIF - รวมยอดตามเงื่อนไข
- COUNTIF - นับจำนวนรายการ
- แค่ 2 สูตรนี้ก็จบ!
ข้อมูลตัวอย่าง: ยอดขายรายวัน
| A (วันที่) | B (ทีม) | C (สินค้า) | D (ยอดขาย) |
|---|---|---|---|
| 01/09/2024 | ทีม A | คอร์สออนไลน์ | 15,000 |
| 01/09/2024 | ทีม B | เทมเพลต | 8,500 |
| 02/09/2024 | ทีม A | เทมเพลต | 12,000 |
| 02/09/2024 | ทีม B | คอร์สออนไลน์ | 20,000 |
| 03/09/2024 | ทีม A | คอร์สออนไลน์ | 18,000 |
สูตรที่ใช้: SUMIF
// รวมยอดขายของทีม A
=SUMIF(B:B, "ทีม A", D:D)
B:B = คอลัมน์ที่ต้องการเช็ค (คอลัมน์ทีม)
"ทีม A" = เงื่อนไขที่ต้องการ
D:D = คอลัมน์ที่ต้องการรวม (คอลัมน์ยอดขาย)
// นับจำนวนรายการของทีม A
=COUNTIF(B:B, "ทีม A")
ผลลัพธ์: ตารางสรุป
| ทีม | สูตร | ยอดขายรวม | จำนวนรายการ |
|---|---|---|---|
| ทีม A | =SUMIF(B:B, "ทีม A", D:D) | 45,000 | 3 |
| ทีม B | =SUMIF(B:B, "ทีม B", D:D) | 28,500 | 2 |
แค่นี้เองเหรอ?
ใช่ครับ! SUMIF แค่สูตรเดียวก็สรุปยอดขายแยกทีมได้แล้ว ไม่ต้องใช้ QUERY ไม่ต้องทำ Pivot Table อยากสรุปแยกสินค้าก็เปลี่ยนจาก B:B เป็น C:C แล้วใส่ชื่อสินค้าแทนชื่อทีม อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สูตร SUMIF ฉบับละเอียด
2. ระบบแจ้งเตือนสต็อกหมด
สต็อกสินค้ามีเป็นร้อยรายการ ถ้าต้องมานั่งเช็คทีละรายการว่าตัวไหนใกล้หมด คงใช้เวลาเป็นชั่วโมง หลายคนเลยคิดว่าต้องเขียน Apps Script เพื่อส่งแจ้งเตือนอัตโนมัติ
คนคิดว่าต้องใช้:
- Google Apps Script (เขียนโค้ด)
- ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ
- ซอฟต์แวร์จัดการสต็อก (จ่ายรายเดือน)
- Zapier หรือ Make.com
จริงๆ ใช้แค่:
- IF - เช็คว่าสต็อกต่ำกว่ากำหนดไหม
- Conditional Formatting - ระบายสีอัตโนมัติ
- เห็นปุ๊บ รู้ปั๊บ ไม่ต้องเขียนโค้ด!
ข้อมูลตัวอย่าง: ตารางสต็อกสินค้า
| A (สินค้า) | B (คงเหลือ) | C (จุดสั่งซื้อ) | D (สถานะ) |
|---|---|---|---|
| เสื้อยืด Size S | 5 | 20 | สั่งซื้อด่วน! |
| เสื้อยืด Size M | 45 | 20 | ปกติ |
| เสื้อยืด Size L | 18 | 20 | สั่งซื้อด่วน! |
| กางเกงขาสั้น | 30 | 15 | ปกติ |
| หมวกแก๊ป | 3 | 10 | สั่งซื้อด่วน! |
สูตรที่ใช้: IF
// ใส่ในคอลัมน์ D (สถานะ)
=IF(B2<=C2, "สั่งซื้อด่วน!", "ปกติ")
B2 = จำนวนคงเหลือ
C2 = จุดสั่งซื้อ (reorder point)
ถ้าคงเหลือ <= จุดสั่งซื้อ → แจ้งเตือน!
เพิ่มพลังด้วย Conditional Formatting
แค่สูตร IF ก็เจ๋งแล้ว แต่ถ้าอยากให้เห็นชัดขึ้น ให้เพิ่ม Conditional Formatting ทำให้เซลล์ที่ต้องสั่งซื้อเปลี่ยนเป็นพื้นหลังสีแดงอัตโนมัติ
วิธีตั้ง Conditional Formatting (ง่ายมาก!)
- 1. เลือกช่วง B2:B100 (คอลัมน์คงเหลือ)
- 2. ไปที่ Format > Conditional formatting
- 3. เลือก "Custom formula is"
- 4. พิมพ์สูตร:
=B2<=C2 - 5. เลือกสีพื้นหลังเป็นสีแดงอ่อน
- 6. กด Done เสร็จ!
แค่นี้เองเหรอ?
ใช่! สูตร IF แค่บรรทัดเดียว + Conditional Formatting ก็ได้ระบบแจ้งเตือนสต็อกแล้ว สินค้าไหนใกล้หมดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงให้เห็นชัดเจน ไม่ต้องเขียนโค้ด ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สูตร IF ฉบับละเอียด
3. Gantt Chart จัดการโปรเจ็กต์
Gantt Chart คือแผนภูมิที่แสดงระยะเวลาของแต่ละงานในโปรเจ็กต์ ดูเป็นแถบสีวางเรียงกัน หลายคนคิดว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft Project, Monday.com หรือ Asana ที่มีค่าใช้จ่ายหลายพันบาทต่อเดือน
คนคิดว่าต้องใช้:
- Microsoft Project (แพง!)
- Monday.com / Asana (จ่ายรายเดือน)
- ซอฟต์แวร์ Gantt Chart เฉพาะทาง
- Google Apps Script ขั้นสูง
จริงๆ ใช้แค่:
- IF - เช็คว่าวันนั้นอยู่ในช่วงงานไหม
- Conditional Formatting - ระบายสีแถบอัตโนมัติ
- ฟรี 100% ทำได้ใน Google Sheet!
วิธีทำ Gantt Chart ใน Google Sheet
หลักการง่ายๆ คือสร้างตารางที่มีวันที่เรียงเป็นคอลัมน์ แล้วใช้สูตร IF เช็คว่า วันที่นั้นอยู่ระหว่างวันเริ่มและวันสิ้นสุดของแต่ละงานหรือไม่
ตารางข้อมูลหลัก (คอลัมน์ A-C)
| A (งาน) | B (วันเริ่ม) | C (วันสิ้นสุด) |
|---|---|---|
| วางแผน | 01/09 | 05/09 |
| ออกแบบ | 03/09 | 10/09 |
| พัฒนา | 08/09 | 20/09 |
| ทดสอบ | 18/09 | 25/09 |
| เปิดตัว | 25/09 | 30/09 |
สูตรที่ใช้: IF
// ใส่ในเซลล์ D2 (แถว 1 ของ Gantt) โดย D1 = วันที่ 01/09
=IF(AND(D$1>=$B2, D$1<=$C2), "X", "")
D$1 = วันที่ในหัวคอลัมน์ (แถวที่ 1)
$B2 = วันเริ่มของงาน
$C2 = วันสิ้นสุดของงาน
ถ้าวันที่อยู่ระหว่างวันเริ่ม-สิ้นสุด → แสดง "X"
เพิ่มสีสันด้วย Conditional Formatting
ทำให้เซลล์ที่มี "X" เปลี่ยนเป็นแถบสีเขียว:
- 1. เลือกช่วง Gantt ทั้งหมด (เช่น D2:AH6)
- 2. Format > Conditional formatting
- 3. เลือก "Text is exactly" แล้วพิมพ์
X - 4. ตั้งพื้นหลังเป็นสีเขียว + ตัวอักษรสีเขียว (จะได้เห็นแค่แถบสี)
- 5. กด Done เสร็จ!
ผลลัพธ์ที่ได้คือ Gantt Chart สีเขียวสวยงาม แสดงไทม์ไลน์ของแต่ละงานแบบชัดเจน เห็นได้ทันทีว่างานไหนซ้อนกัน งานไหนต่อเนื่องกัน
แค่นี้เองเหรอ?
ใช่! สูตร IF สั้นๆ + Conditional Formatting ก็ได้ Gantt Chart แล้ว ไม่ต้องจ่ายค่า ซอฟต์แวร์ Project Management รายเดือน แถมยังแชร์กับทีมได้ทันทีเพราะอยู่ใน Google Sheet
4. Dashboard สำหรับผู้บริหาร
ผู้บริหารอยากเห็นภาพรวมธุรกิจในหน้าเดียว ยอดขายเท่าไร แต่ละสินค้าขายได้เท่าไร เดือนนี้เทียบกับเดือนก่อนเป็นอย่างไร หลายคนคิดว่าต้องใช้ Power BI หรือ Tableau ที่เป็นซอฟต์แวร์เฉพาะทางสำหรับ Data Visualization
คนคิดว่าต้องใช้:
- Power BI (เรียนยาก ต้องจ่ายเงิน)
- Tableau (แพงมาก)
- Google Data Studio / Looker Studio
- จ้างโปรแกรมเมอร์สร้าง Dashboard
จริงๆ ใช้แค่:
- SUM - รวมยอดทั้งหมด
- SUMIF - รวมยอดตามหมวดหมู่
- Charts - กราฟในตัว Google Sheet
- ฟรี + ทำเองได้ใน 30 นาที!
ขั้นตอนที่ 1: สร้างตารางสรุป
สมมติมีข้อมูลยอดขายในชีต "Data" แล้วต้องสร้าง Dashboard ในชีตใหม่
// ยอดขายรวมทั้งหมด
=SUM(Data!D:D)
// ยอดขายแยกตามสินค้า
=SUMIF(Data!C:C, "คอร์สออนไลน์", Data!D:D)
// จำนวนออเดอร์ทั้งหมด
=COUNTA(Data!A:A)-1
// จำนวนออเดอร์ของสินค้าเฉพาะ
=COUNTIF(Data!C:C, "เทมเพลต")
ขั้นตอนที่ 2: ตารางสรุปตัวเลข
| ตัวชี้วัด | สูตร | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| ยอดขายรวม | =SUM(Data!D:D) | 573,500 บาท |
| คอร์สออนไลน์ | =SUMIF(Data!C:C, "คอร์สออนไลน์", Data!D:D) | 350,000 บาท |
| เทมเพลต | =SUMIF(Data!C:C, "เทมเพลต", Data!D:D) | 153,500 บาท |
| Ebook | =SUMIF(Data!C:C, "Ebook", Data!D:D) | 70,000 บาท |
| จำนวนออเดอร์ | =COUNTA(Data!A:A)-1 | 127 รายการ |
ขั้นตอนที่ 3: สร้างกราฟ
วิธีสร้างกราฟใน Google Sheet (ง่ายมาก!):
- 1. เลือกตารางสรุปที่ทำไว้ (เช่น ชื่อสินค้า + ยอดขาย)
- 2. ไปที่ Insert > Chart
- 3. เลือกประเภทกราฟ: กราฟแท่ง กราฟวงกลม หรือกราฟเส้น
- 4. ปรับสี ขนาด และตำแหน่งตามต้องการ
- 5. ลากกราฟไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสม
เคล็ดลับ: สร้างชีตใหม่ชื่อ "Dashboard" แล้วย้ายตารางสรุปและกราฟไปรวมในหน้าเดียว ผู้บริหารจะได้เปิดดูแค่ชีตเดียวก็เห็นภาพรวมทั้งหมด
แค่นี้เองเหรอ?
ใช่! SUM + SUMIF + กราฟในตัว ก็ได้ Dashboard สวยๆ สำหรับรายงานผู้บริหารแล้ว ไม่ต้องเรียน Power BI ไม่ต้องจ่ายค่า Tableau ข้อมูลอัปเดตอัตโนมัติเมื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ด้วย ดูตัวอย่าง Dashboard สำเร็จรูปได้ที่ หน้าเทมเพลต
5. ระบบอนุมัติงาน/ติดตามสถานะ
ทีมต้องส่งงานให้หัวหน้าอนุมัติ ต้องติดตามว่างานไหนรออนุมัติ งานไหนผ่านแล้ว งานไหนถูกปฏิเสธ หลายคนคิดว่าต้องสร้างแอปพลิเคชัน หรือใช้ระบบ Workflow อย่าง Jira, Notion
คนคิดว่าต้องใช้:
- สร้างแอป/เว็บแอปเฉพาะทาง
- Jira / Notion / Trello (จ่ายรายเดือน)
- Google Forms + Apps Script
- จ้างโปรแกรมเมอร์สร้างระบบ
จริงๆ ใช้แค่:
- Dropdown - สร้างตัวเลือกสถานะ
- IF - แสดงข้อความตามสถานะ
- Conditional Formatting - ระบายสีตามสถานะ
- ทีมทั้งหมดแก้ไขพร้อมกันได้!
ขั้นตอนที่ 1: สร้าง Dropdown สำหรับสถานะ
วิธีสร้าง Dropdown ใน Google Sheet:
- 1. เลือกคอลัมน์สถานะ (เช่น D2:D100)
- 2. ไปที่ Data > Data validation
- 3. เลือก "List of items"
- 4. พิมพ์:
รอดำเนินการ, กำลังทำ, รออนุมัติ, อนุมัติแล้ว, ปฏิเสธ - 5. กด Save เสร็จ!
ขั้นตอนที่ 2: เพิ่มสูตร IF สำหรับข้อความสรุป
// แสดงว่าดำเนินการต่อได้หรือยัง (คอลัมน์ E)
=IF(D2="อนุมัติแล้ว", "ดำเนินการได้",
IF(D2="ปฏิเสธ", "แก้ไขแล้วส่งใหม่",
"รอ..."))
// นับจำนวนงานแต่ละสถานะ (วางไว้ในส่วนสรุป)
=COUNTIF(D:D, "รออนุมัติ")
// นับจำนวนงานที่อนุมัติแล้ว
=COUNTIF(D:D, "อนุมัติแล้ว")
ตารางตัวอย่าง
| A (งาน) | B (ผู้ส่ง) | C (วันที่ส่ง) | D (สถานะ) | E (ผลลัพธ์) |
|---|---|---|---|---|
| เอกสารเสนอราคา | สมชาย | 15/09 | อนุมัติแล้ว | ดำเนินการได้ |
| แผนการตลาด Q4 | สมหญิง | 16/09 | รออนุมัติ | รอ... |
| งบประมาณปี 2025 | สมศรี | 14/09 | ปฏิเสธ | แก้ไขแล้วส่งใหม่ |
| สัญญาจ้างพนักงาน | สมปอง | 17/09 | กำลังทำ | รอ... |
| รายงานประจำเดือน | สมพร | 18/09 | อนุมัติแล้ว | ดำเนินการได้ |
ขั้นตอนที่ 3: เพิ่ม Conditional Formatting ตามสถานะ
ตั้ง Conditional Formatting ให้แต่ละสถานะมีสีต่างกัน:
- รอดำเนินการ → พื้นหลังสีเทา
- กำลังทำ → พื้นหลังสีเขียวอ่อน
- รออนุมัติ → พื้นหลังสีเหลือง
- อนุมัติแล้ว → พื้นหลังสีเขียว
- ปฏิเสธ → พื้นหลังสีแดง
ส่วนสรุปจำนวนงาน
| สถานะ | สูตร | จำนวน |
|---|---|---|
| รอดำเนินการ | =COUNTIF(D:D, "รอดำเนินการ") | 0 |
| กำลังทำ | =COUNTIF(D:D, "กำลังทำ") | 1 |
| รออนุมัติ | =COUNTIF(D:D, "รออนุมัติ") | 1 |
| อนุมัติแล้ว | =COUNTIF(D:D, "อนุมัติแล้ว") | 2 |
| ปฏิเสธ | =COUNTIF(D:D, "ปฏิเสธ") | 1 |
แค่นี้เองเหรอ?
ใช่! Dropdown + IF + COUNTIF + Conditional Formatting ก็ได้ระบบอนุมัติงานที่สมบูรณ์แล้ว ทีมทั้งหมดแก้ไขพร้อมกันได้ เพราะ Google Sheet รองรับ real-time collaboration ไม่ต้องสร้างแอป ไม่ต้องจ่ายค่า Jira อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วิธีสร้าง Dropdown ฉบับละเอียด
สรุป: เปรียบเทียบทั้ง 5 งาน
มาดูภาพรวมกันอีกครั้งว่า 5 งานที่คนคิดว่ายาก จริงๆ แล้วใช้แค่สูตรอะไรบ้าง
| งาน | คนคิดว่าต้องใช้ | จริงๆ ใช้แค่ | ค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| สรุปยอดขายแยกทีม | QUERY, Pivot Table | SUMIF + COUNTIF | ฟรี |
| ระบบแจ้งเตือนสต็อก | Apps Script, ซอฟต์แวร์ | IF + Conditional Formatting | ฟรี |
| Gantt Chart | MS Project, Monday.com | IF + Conditional Formatting | ฟรี |
| Dashboard ผู้บริหาร | Power BI, Tableau | SUM + SUMIF + Charts | ฟรี |
| ระบบอนุมัติงาน | สร้างแอป, Jira | Dropdown + IF + COUNTIF | ฟรี |
สรุป: สูตรที่ใช้ทั้งหมดมีแค่ 5 ตัว
+ Conditional Formatting (ไม่ต้องเขียนสูตร แค่คลิกตั้งค่า)
เห็นไหมครับว่า Google Sheet ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสูตร ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด ไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ แค่เรียนรู้สูตรพื้นฐาน 5 ตัว แล้วประยุกต์ใช้ ก็สร้างระบบงานที่น่าประทับใจได้แล้ว
กุญแจสำคัญไม่ใช่ "รู้สูตรเยอะ" แต่เป็น "รู้ว่าจะใช้สูตรไหน ตอนไหน"ถ้าเราเข้าใจหลักการง่ายๆ ของ SUM, IF, SUMIF, COUNTIF และ Dropdown ก็พร้อมทำงานได้เหมือนมืออาชีพแล้วครับ
อยากลองทำเลยไหม?
ดาวน์โหลดเทมเพลต Google Sheet สำเร็จรูป ที่มีสูตรเหล่านี้พร้อมใช้งาน หรือทดสอบความรู้ของเราด้วยแบบทดสอบฟรี
คำถามที่พบบ่อย
สูตร Google Sheet ง่ายๆ ที่ใช้บ่อยมีอะไรบ้าง?
สูตรที่ใช้บ่อยและเรียนรู้ง่ายมี 5 ตัวหลัก คือ SUM (รวมตัวเลข), IF (ตั้งเงื่อนไข), SUMIF (รวมตัวเลขตามเงื่อนไข), COUNTIF (นับจำนวนตามเงื่อนไข) และ Dropdown (สร้างตัวเลือก) แค่ 5 สูตรนี้ก็สร้างระบบงานได้หลายอย่าง ตั้งแต่สรุปยอดขาย ระบบแจ้งเตือนสต็อก ไปจนถึง Dashboard สำหรับผู้บริหาร
ทำ Dashboard ใน Google Sheet ได้ไหม โดยไม่ต้องใช้ Power BI?
ได้ครับ Google Sheet มีฟีเจอร์ Charts (แผนภูมิ) ในตัว ใช้ร่วมกับสูตร SUM และ SUMIF เพื่อสรุปข้อมูล แล้วสร้างกราฟแท่ง กราฟวงกลม หรือกราฟเส้นได้เลย เหมาะสำหรับ Dashboard ขนาดเล็กถึงกลางที่ไม่ต้องการ real-time data จากหลายแหล่ง ถ้าธุรกิจโตมาก ค่อยพิจารณาเปลี่ยนไป Looker Studio ซึ่งก็ฟรีเช่นกัน
SUMIF กับ SUM ต่างกันอย่างไร?
SUM จะรวมตัวเลขทั้งหมดในช่วงที่กำหนด เช่น =SUM(B2:B100) รวมยอดทั้งหมด ส่วน SUMIF จะรวมเฉพาะตัวเลขที่ตรงตามเงื่อนไข เช่น =SUMIF(A2:A100, "ทีม A", B2:B100) จะรวมยอดเฉพาะทีม A เท่านั้น ถ้าอยากรวมทั้งหมดใช้ SUM ถ้าอยากรวมเฉพาะกลุ่มใช้ SUMIF
Conditional Formatting คืออะไร ใช้ยากไหม?
Conditional Formatting คือการเปลี่ยนสีเซลล์อัตโนมัติตามเงื่อนไข เช่น ถ้าสต็อกต่ำกว่า 10 ให้เซลล์เป็นสีแดง ใช้ง่ายมาก แค่เลือกช่วงเซลล์ คลิก Format > Conditional formatting แล้วตั้งเงื่อนไขกับสีที่ต้องการ ไม่ต้องเขียนโค้ดเลย ทำได้ใน 1 นาที
ต้องเรียนสูตรกี่ตัวถึงจะใช้ Google Sheet ทำงานได้?
จริงๆ แล้วแค่เรียน 5-6 สูตรหลักก็เพียงพอสำหรับงาน 80% ของคนทำงานทั่วไป ได้แก่ SUM, IF, SUMIF, COUNTIF, VLOOKUP และ Dropdown ที่เหลือคือการประยุกต์ใช้ร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสูตร สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "รู้ว่าจะใช้สูตรไหนกับงานไหน"
บทความที่เกี่ยวข้อง
สอนใช้ IF ใน Google Sheet - ฉบับเข้าใจง่าย
เรียนรู้ฟังก์ชัน IF ตั้งแต่พื้นฐานจนถึง Nested IF พร้อมตัวอย่างจริง